ตะลุยกิน 9 ร้านเด็ด นอน Red Planet Hotel, Surawong

แถบสุรวงศ์ ย่านที่ถือเป็น 1 ในแถบใจกลางเมืองกรุงเทพฯ เป็นย่านที่เชื่อมติดกับถนนหลักๆ ของกรุงเทพฯหลายสายกันเลยทีเดียว ใกล้สาทรย่านธุรกิจ, ใกล้สยามสแควร์ย่านวัยรุ่น, ใกล้สามย่านแหล่งสถาบันการศึกษา, ใกล้สีลมโซนที่คึกคักทั้งกลางวันและกลางคืน และใกล้ย่านสี่พระยาที่เป็นชุมชนคลาสสิคโบราณ เรียกได้ว่ารอบตัวมันเองมีทุกอย่างครบครัน … แต่แน่นอนสิ่งที่ต้องตาต้องใจกุ้งที่สุดในแถบนี้นั่นก็คือ “ของกิน” นั่นเองงงงงงง ซึ่งรีวิวนี้กุ้งจะรีวิวแบบ one stop service นอน-กิน-เที่ยว ที่ย่านนี้กันไปเลยค่ะ คว้าเป้และเตรียมพื้นที่ในพุงเยอะๆ ตามกุ้งกันมาเลยน้า

ตะลุยกิน 9 ร้านเด็ด นอน RED PLANET HOTEL, SURAWONG
ทริปนี้กุ้งไปมาตั้งแต่ช่วงปลายเดือนมีนาคม 2560 ค่ะ และพักที่โรงแรม Red Planet สาขาสุรวงศ์ ซึ่งกุ้งจะใช้ที่นี่เป็นจุดตั้งต้นและที่พักพุงสำหรับการทำกิจกรรมตะลุยกินครั้งนี้ค่ะ ให้มีที่นอนกันก่อน ที่กินจะได้ตามมาง่ายๆ เนอะ

โรงแรม Red Planet นี้ตั้งอยู่ที่ถนนสุรวงศ์ สามารถมาจากรถไฟฟ้าหรือรถใต้ดินก็ได้ และลากกระเป๋ามาอีกอึดใจนึง ส่วนถ้าใครจะขับรถมา ที่นี่ก็มีที่จอดรถให้ค่ะ แต่ถึงจะอยู่ใจกลางเมืองแบบนี้แต่ราคาไม่แพงนะคะ เอาเป็นว่าถ้าจองล่วงหน้า ราคาแค่หลักร้อยเองเหอะ โรงแรม Red Planet นี้มีหลายสาขาค่ะ คอนเซปท์เค้าคือ budget hotel ทำเลดี ตกแต่งแนวเรียบๆ แต่ดูสะอาดสบายตา สามารถพักได้จริง แต่อุปกรณ์อำนวยความสะดวกครบครันอยู่นะ ที่สำคัญคือราคาไม่แพงนี่ล่ะค่ะ เอาเงินส่วนต่างไปกินกันดีกว่าเนอะ อิอิอิ

ห้องพักขนาดกะทัดรัด อารมณ์คล้าย business hotel ในญี่ปุ่นแต่ใหญ่กว่านิดนึง

มีจอทีวี มีมุมเขียนหนังสือ มีตู้เซฟ มีตู้เย็น มีไดร์เป่าผม และมีกระจกบานใหญ่สำหรับแต่งตัว (อันนี้กุ้งชอบมาก) และสิ่งที่ชอบอื่นๆ เมื่อได้มาพักที่นี่คือ แอร์เย็นฉ่ำ, มีปลั๊กไฟแบบหัว USB ด้วย (ดูทันสมัย), และชอบแผนที่กทม. ที่เค้าทำไว้ด้วยค่ะ บอกจุดไฮไลท์ในกรุงเทพฯได้ดีเลย

สำหรับห้องน้ำ (กว้างกว่า business hotel ของญี่ปุ่นนะคะ) สบู่หอม น้ำไหลแรง อาบน้ำสบายตัวมากๆ ค่ะ (แต่สายชำระแรงมากกก – อันนี้คือคำเตือน 555)


นอกจากนี้ ใครที่พักโรงแรมในเครือนี้ กุ้งขอแนะนำให้ทุกท่านโหลด application Red Planet กันไว้เลย เพราะแอพนี้เราสามารถใช้คุยกับพนักงานที่ล็อบบี้ได้เลยโดยตรงรวดเร็ว และที่สำคัญที่สุดคือเมื่อมีการโหลดและสมัครสมาชิก Remembered จะได้ลด 10% กันไปเลยนะสำหรับการจองมาพักโรงแรมในเครือรอบถัดไป ทำให้ที่ถูกอยู่แล้วก็ถูกลงไปอีก ชีวิตดี๊ดี

สิ่งอำนวยความสะดวกอื่นๆ นั่นคือ มีคอมพิวเตอร์และไวไฟให้ใช้ด้วยนะ โดยคอมพิวเตอร์ตั้งให้ที่ล็อบบี้โรงแรมเลย ส่วนไวไฟมีทั่วโรงแรมค่ะ

ชอบบอร์ดรูปในหลวงร.9 ตรงนี้จัง

นอกจากนี้แล้ว ชั้น 1 ด้านหน้าของโรงแรมยังมีร้านอาหาร Scoozi ซึ่งเราใช้ที่นี่ในการทานอาหารเช้าด้วย และก็มี 7-11 ด้วยจ้า หิวเมื่อไหร่ก็แวะมา เซเว่นอีเลเว่น อิอิอิ


จบการรีวิวห้องพักแล้ว ต่อไปจะเป็นสิ่งที่กุ้งทานทั้งหมดจากการนอน 2 วัน 1 คืนที่โรงแรม Red Planet ค่ะ โดยบางร้านทานก่อนเข้าพักนะคะ (เพราะโรงแรมเช็คอินได้บ่าย 2) ว่าแล้วขอเริ่มจากร้านแรกที่ทานเลยละกันค่ะ

ข้อมูลเพิ่มเติม

เว็บไซต์โรงแรม https://www.redplanethotels.com/en/search/surawong-bangkok


1. ร้านเพลินชัย ขนมปัง-กาแฟ 

พิกัด : ถนนสี่พระยา (ตรงข้ามซอยจินดาถวิล) โทร 02-236-2661 ร้านหยุดทุกวันอาทิตย์

ร้านนี้ถือเป็นร้านในตำนานของกุ้งเลยจริงๆ เพราะสมัยตอนเรียนหนังสือกุ้งผ่านร้านนี้ทุกวันที่ไปมหาลัย เป็นตึกแถว 2 ห้องเล็กๆ ริมถนนค่ะ ร้านนี้เปิดมามากกว่า 55 ปีแล้ว และกุ้งทานร้านนี้ครั้งสุดท้าย เมื่อ 18 ปีที่แล้ว!!!! (คือรู้สึกตัวเองแก่มาก)

ของอร่อยร้านนี้ที่กุ้งชอบมากที่สุดคือ ขนมปังเนยนมปิ้งค่ะ โดยเค้าใช้ขนมปังอบสี่เหลี่ยมแบบมนๆ ผ่าครึ่งและทาเนย (มาการีน) และโรยน้ำตาลราดด้วยนมข้น ซึ่งการปิ้งเนี่ยจะได้ความกรอบนอกนุ่มใน และกลิ่นหอมๆของการปิ้งเพิ่มมาด้วย แต่น่าเสียดายที่ที่ร้านบอกว่าได้เลิกขายขนมปังปิ้งไปแล้ว 2 ปี คงเหลือแต่ขนมปังอบ ฮือๆๆ

กุ้งเลยสั่งมาทาน ดังนี้ค่ะ

1.1 ขนมปังเนย-นมอบ (15 บาท) อันนี้สั่งมา 10 ชิ้นค่ะ (ทานที่ร้าน 5 และซื้อกลับ 5 เพราะอยากกินมาก)

1.2 ขนมปังเนย-น้ำตาลอบ (12 บาท) อันนี้คุณฝาชีอยากกิน เลยจัดมา 2 ชิ้นสวยๆ

1.3. นมขาวเย็น (25 บาท)

1.4 ชาเย็น (25 บาท) : 2 อย่างนี้ที่แก้วต่างกัน เพราะสั่งแบบกลับบ้าน 1 แก้ว และทานที่ร้าน 1 แก้วค่ะ


ผลการชิม: กุ้งว่าขนมปังแบบปิ้งอร่อยกว่า เพราะจะได้กลิ่นหอมเข้าเนื้อ แต่ขนมปังอบก็อร่อยนะคะ กรอบนอกนุ่มในและไส้ก็เต็มคำ ส่วนเครื่องดื่ม กุ้งให้เกณฑ์รสชาติดี เพราะหอมกลมกล่อม และไม่หวานจนแสบคอ

หลังจากทานร้าน 1 เสร็จ กุ้งก็เข้าโรงแรมไปเก็บของ และออกมาเดินเล่นหาของกินกันต่อ โดยเริ่มเส้นทางง่ายๆ เลยค่ะ จากหน้าโรงแรมข้ามถนนมาฝั่งตรงข้ามเลย  ข้ามมาเป็นร้านอาหารเกาหลี Wang Poom ค่ะ (แต่ถ้าข้ามแบบทแยงมุมจะคือร้านสมบูรณ์โภชนา ที่มีปูผัดผงกะหรี่สุดดัง แต่เราทานบ่อยแล้ว วันนี้ขอทานร้านอื่นบ้างน้า) กลับมาที่ร้าน Wang Poom กันต่อ ดูเมนูแล้วน่าทานดีทีเดียวค่ะ มีโปรโมชั่นด้วย บุฟเฟต์เหลือราคา 299 เอง แต่ถ้าลองร้านนี้เกรงว่าจะไม่เหลือท้องไว้กินอย่างอื่นอีก เลยต้องโบกมือลา ไว้โอกาสหน้าละกันน้า   (จริงๆ ร้านนี้ผ่านตอนกลางวันค่ะ แต่ลืมถ่ายภาพซะงั้น เลยเก็บภาพตอนกลางคืนมาฝากแทน)

กุ้งเดินตรงผ่านด้านข้างของร้าน Wang Phoom เลียบถนนนราธิวาสฯต่อไป เสร็จแล้วกุ้งก็เลี้ยวซ้ายเข้าซอยนราธิวาสฯ1 ค่ะ เพื่อจะไปทาน “บะหมี่เกี๊ยวกุ้งเฮียชัย” ที่อยู่ในซอยนี้ค่ะ ระหว่างทางผ่านร้านมากมาย ซึ่งถ้าเป็นวันธรรมดา คนจะแน่นเชียวล่ะ สมัยก่อนที่กุ้งทำงานแถวนี้ก็มาฝากท้องมื้อเที่ยงแถวนี้ประจำ แต่เราเดินเลยโซนตลาดไปอีก ผ่านร้านอาหารหลายร้าน เช่น เซนไดราเมนมอคโคริ, Hokkaido Ramen ที่กุ้งเคยมาทานก็ถือว่าอร่อยดีค่ะ แต่รอบนี้ขอข้ามไปนะ เพื่อเก็บท้องไว้ทานบะหมี่เกี๊ยวกุ้งเฮียชัย

ร้านบะหมี่เกี๊ยวกุ้งเฮียชัย จะอยู่ด้านซ้ายมือเกือบปลายๆ ซอยหน่อยค่ะ เป็นตึกแถวห้องเดียว ต้องเกริ่นก่อนว่าร้านนี้เป็นร้านเก่าแก่เลยนะ หลายคนอาจคุ้นเคยสมัยขายอยู่แถวท่าน้ำสี่พระยา (อันนี้กุ้งทันกินค่ะ) แต่ก่อนหน้านั้นขายอยู่ที่เมโทรประตูน้ำกันเลยทีเดียว และปัจจุบันย้ายมาอยู่ที่นี่ค่ะ แต่เสียดายที่มาช้าไป ร้านปิดไปแว้ว (ร้านปิด 16.00 น.) ก็อดกินไปจ้า เลยตั้งใจว่าพรุ่งนี้จะมาแก้มือใหม่ (แต่สรุปไม่ได้แก้มือค่ะ เพราะร้านเค้าหยุดวันอาทิตย์ ไว้คงต้องไปใหม่)

เดินเลยร้านบะหมี่เกี๊ยวกุ้งเฮียชัยไปนิด ทางขวามือตรงหัวมุมเป็นร้าน “mango tree” ร้านอาหารไทยที่อยู่มานาน กุ้งเคยมาทานร้านนี้สาขานี้เมื่อเกือบ 20 ปีที่แล้ว จำได้ว่ารสชาติดีอยู่ แต่เหมือนสาขานี้น่าจะเน้นขายชาวต่างชาติมากกว่า

เลี้ยวซ้ายเข้าซอยทานตะวัน หัวมุมทางขวา เยื้องๆ กับ Mango tree เลยคือ 1 ในร้านราเมงในตำนาน นั่นคือร้าน ” ราเมงเทอิ (Ramentei)” สมัยก่อนตอนที่ราเมงในเมืองไทยยังไม่ผุดเป็นดอกเห็ดแบบสมัยนี้ นี่คือร้านราเมงอร่อยติดอันดับในเมืองไทยเลยค่ะ

ตรงข้ามราเมงเทอิคือร้าน “โคคาสุกี้” สาขานี้เป็นสาขาโปรดของฝั่งบ้านสามีกุ้งค่ะ โดยอากงของสามีบอกว่าสาขานี้อร่อยในลำดับต้นๆ ของโคคาเลย เวลามาทานก็จะยกขโยงกันมากันเลยค่ะ กุ้งเองก็ได้อานิสงค์ทานฟรีอยู่บ่อยๆ อิอิอิ

เดินเลยโคคาสุกี้มา ทั้ง 2 ฝั่งซ้ายขวามีร้านอาหารญี่ปุ่นหลากหลาย ทั้ง “Daimasu” (ซึ่งกุ้งเคยมาทานทีนึงแล้วเฉยๆ) หรือร้าน “Fu Ga Ku” ซึ่งขายเนื้อย่างญี่ปุ่น (อันนี้ไม่เคยทานค่ะ แต่ดูร้านหน้าตาดีอยู่)

โดยจุดมุ่งหมายของกุ้งคือจะมาทานคร็อกเก้ (โคโรเกะ) ของร้านคัตสึชิน ที่เพื่อนผู้ทำงานแถวนี้แนะนำว่าอร่อย แต่เสียดายมาเร็วไปนิด ร้านยังไม่เปิด เราเลยเดินเลยไปค่ะ ทะลุออกนอกซอยทานตะวัน เป็นถนนสุรวงศ์ตัดด้านหน้า (ก็คือถนนหน้า Red Planet นั่นเอง)  กุ้งเลี้ยวขวาเดินเลียบถนนสุรวงศ์ แวะโฉบดูร้าน “Soraya” ในซอยไปรษณีย์พัฒน์พงษ์ ซึ่งมีเมนูเนื้อที่น่าทานมาก และพนักงานแนะนำก็พูดจาแนะนำดีมาก แต่เนื่องจากราคาค่อนข้างสูงจึงขอสังเกตการณ์ก่อนค่ะ

กุ้งเดินไปเรื่อยๆ ผ่านพัฒน์พงษ์ เห็นเค้ากำลังเริ่มตั้งแผงร้านค้าอยู่ กุ้งเดินผ่านไป เพื่อมุ่งหน้าไปยังซอยธนิยะ จุดมุ่งหมายถัดไปของกุ้งคือตั้งใจจะไปทานข้าวหน้าแกงกะหรี่สุดอร่อย ที่หลายคนยกให้ว่าเป็นร้านแกงกะหรี่ญี่ปุ่นที่อร่อยที่สุดในกรุงเทพฯ กันค่ะ

2. ร้านอะโอะรินโกะ (Aoringo) 

พิกัด : ชั้น 2 ตึกธนิยะพลาซ่า (ฝั่งติดบีทีเอส) มาง่ายมากคือถ้านั่งรถไฟฟ้ามา ลงสถานีศาลาแดง จะมีทางเชื่อมเข้าตึกธนิยะ ให้เข้ามาทางทางเชื่อมชั้น 2 จะเจอกับร้านไดโซะ และร้านนี้จะติดกันร้านไดโซะเลยค่ะ ส่วนถ้ามาจากโรงแรม Red Planet ก็มาทางถนนสุรวงศ์ แล้วเลี้ยวขวาเข้าซอยธนิยะ อยู่ตึกเกือบสุดซอยด้านขวา หัวมุมตึกติดถนนสีลมเลยจ้า ร้านเปิด 11.00-14.30, 17.00-21.00 น. โทร 02-652-4478

เนื่องจากยังค่อนข้างอิ่มอยู่ เลยสั่งข้าวแกงกะหรี่จานเดียวมาแบ่งกันทานค่ะ แต่ก็สั่งจัดเต็มเหมือนกัน คือสั่งข้าวแกงกะหรี่เนื้อยากินิกุ (270 บาท) และเพิ่มปลาหมึกชุบแป้งทอดอีกอย่าง (50 บาท) รวมราคาเนท 320 บาท เพราะร้านนี้ไม่มี ++ อะไรให้วุ่นวายใจ แถมราคานี้ยังมีสลัดผัก, ขนมหวานหรือชากาแฟ และมีน้ำเปล่าเย็นเจี๊ยบให้ฟรีด้วยอีก

ผลการชิม : ข้าวแกงกะหรี่ที่นี่อร่อย รสชาติแบบญี่ปุ่น เนื้อที่ผัดมาก็หอม ส่วนปลาหมึกที่สั่งมาเพิ่มนั้น แป้งทอดมาได้กรอบฟู ไม่อมน้ำมัน ส่วนตัวของสลัดผัก แช่เย็นมาด้วย ผักกรอบและสดดี แต่น้ำสลัดในใจกุ้งคือเปรี้ยวไปนิด (ลิ้นกุ้งรับรสเปรี้ยวไว สำหรับคนอื่นน่าจะปกติค่ะ)

ส่วนของหวานในเซท มีเต้าฮวยฟรุ๊ตสลัดกับเยลลี่กาแฟ ที่มีนมกับน้ำเชื่อมให้เลือกเติมเอาเอง ปกติกุ้งไม่ทานกาแฟ สำหรับวุ้นกาแฟเลยรู้สึกเฉยๆ ค่ะ แต่นมที่ให้มารู้สึกหอมมันเข้มข้นมาก พอทานกับเยลลี่กาแฟแล้วรู้สึกทำให้รสชาติเข้ากันได้ดี ทานเสร็จเรียกเช็คบิล แถมลูกอมให้อีก 2 เม็ดด้วยค่ะ สรุปร้านนี้ชอบค่ะ อร่อย

ทานเสร็จกุ้งก็เดินกลับโรงแรมค่ะ รอมาทานก๋วยเตี๋ยวไก่ข้ามฟากที่เปิดขายตอนดึกๆ ส่วนคุณสามีมีนัดกับเพื่อนและออกไปทานร้าน Dean & Deluca กัน ฮีแอบเก็บรูปขนมมาฝากนิดนึง

3. ร้าน Dean & Deluca 

พิกัด : โครงการ Mahanakhon cube สถานีรถไฟฟ้าช่องนนทรี

ร้านนี้กุ้งเคยมาทานก่อนหน้านี้แล้ว ส่วนตัวชอบตระกูลอาหารหวานของเค้ามากกว่าอาหารคาวค่ะ ร้านบรรยากาศดี แต่ก็ราคาถือว่าสูงทีเดียว

พอฮีกลับมาถึงโรงแรม เราก็เดินออกไปทานร้านก๋วยเตี๋ยวไก่ข้ามฟาก 1 ในร้านที่กุ้งตั้งใจมาทานนานแล้ว เนื่องจากคุณสามีเคยพูดถึงร้านนี้ให้ฟังบ่อยๆ ว่าอร่อย แต่ด้วยความที่ขายดึก เลยไม่ได้จังหวะมาทานซักที วันนี้ที่มานอนที่โรงแรม Red Planet สาขาสุรวงศ์นี้ บอกเลยว่าร้านนี้เป็นร้านแรกในลิสต์กินของเราเลยค่ะ รอบนี้เราเดินออกจากหน้าโรงแรม และเลี้ยวซ้ายเข้าถนนสุรวงศ์ เดินตรงไปยาวๆ เลยค่ะ ร้านอยู่ฝั่งเดียวกับโรงแรม Red Planet ช่วงปลายๆ ถนน ก่อนถึงสี่แยกไฟแดงไม่ไกล
4. ร้านก๋วยเตี๋ยวไก่ข้ามฟาก

พิกัด : ตัวร้านอยู่ริมฟุตบาธแถวหน้าตึกวอลล์สตรีท ถ.สุรวงศ์ แต่โต๊ะนั่งจะอยู่ฝั่งตรงข้ามถนนกัน คืออยู่หน้าธนาคารกสิกรไทย สาขาพัฒน์พงษ์ (จึงได้ชื่อว่าก๋วยเตี๋ยวข้ามฟาก เพราะเวลาสั่ง เค้าจะทำอีกฝั่ง และข้ามถนนมาเสิร์ฟที่โต๊ะที่อยู่อีกฝั่ง) เบอร์โทร 083-716-1230 ร้านเปิด 21.00-03.00 (แต่สามีกุ้งจำผิดคิดว่าเปิด 23.00 น. ค่ะ นั่นคือเหตุผลที่กุ้งไม่เคยมาทานเลย)

กุ้งสั่งเส้นใหญ่น้ำไก่ (50 บาท) มา 1 ชาม ใส่น่อง, ปีกและขา ส่วนของคุณแฟนสั่งเหมือนกันแต่เปลี่ยนจากน้ำเป็นแห้ง

ผลการชิม : ไก่อร่อยมากก เปื่อยมาก ละลายในปากง่ายมาก แบบเข้าปุ๊ปก็แทบจะกลืนได้เลย คือแค่ใช้ตะเกียบคีบเบาๆ เนื้อก็พร้อมจะหลุดร่อนออกจากกระดูกแล้ว อร่อยจนตอนแรกจะเก็บท้องไว้กินหมูปิ้งเจ้าอร่อยต่ออีก แต่อดใจไม่ไหว สั่งเกาหลา (50 บาท) มาเพิ่มอีกชามกันเลยค่ะ รวมทั้งหมดสั่งไป 3 ชาม + โค้ก สนนราคารวมที่ 170 บาทค่ะ ((แต่น้ำซุปธรรมดานะคะกุ้งว่า เพราะฉะนั้นสั่งแห้งหรือน้ำก็ได้ ไม่มีผลต่างกันในความคิดกุ้งค่ะ))

จากนั้นเราเดินทะลุตลาดกลางคืนพัฒน์พงษ์ไปค่ะ เพื่อจะไปทานร้านถัดไป ร้านอันดับ 2 ของลิสต์การกินครั้งนี้ของเรา แถวหน้าศาลพระภูมิบริเวณพัฒน์พงศ์นั้นก็มีร้านน่าทานหลายร้านเลยค่ะ ทั้งผัดไทย, ข้าวเหนียวมะม่วง, น้ำผลไม้สมูทตี้ต่างๆ ซึ่งยั่วยวนใจมาก แต่ต้องเก็บท้องไว้ก่อนค่ะ

ระหว่างเดินในซอยพัฒน์พงษ์นั้น ตรงโซนช็อปปิ้งก็มีของขายมากมาย ทั้งกระเป๋า, เสื้อผ้า, เครื่องหนัง, ของก๊อป ไปจนของฝากของที่ระลึกมากมาย ชาวต่างชาติเดินกันให้ขวักไขว่ ในขณะเดียวกัน ร้านผับบาร์กลางคืนอีกฝั่ง ก็มาคอยเชื้อเชิญให้ดูสารพัดโชว์ของทางร้านที่ฟังชื่อแล้วแอบพิศดารมากมาย ทุกคนในนั้นคุยกับคู่กุ้งเป็นภาษาต่างชาติ ทั้งจีน, ญี่ปุ่น, อังกฤษ ไม่รู้ว่าเพราะหน้าไม่เหมือนคนไทย หรือคนไทยเค้าไม่ค่อยเดินกันก็ไม่ทราบค่ะ

เดินทะลุซอยพัฒนพงษ์จนถึงถนนสีลม เพื่อไปทานร้านนี้ค่ะ ร้านหมูปิ้งอันดับ 1 ในใจคุณสาของกุ้ง (ระหว่างเดิน แวะถ่ายรูปหน้าร้าน Mizu’s Kitchen ร้านสเต๊กร้านโปรดของคุณพ่อกุ้ง โดยร้านนี้กุ้งตั้งใจจะมาทานปิดท้ายทริปกินวันพรุ่งนี้ค่ะ)

5. ร้านหมูปิ้งเฮียอ้วน (สีลม) 

พิกัด : ปากซอยคอนแวนต์ ถ.สีลม หัวมุมตรง 7-11 ร้านเปิดขายช่วง 4 ทุ่มกว่าๆ-5 ทุ่ม เบอร์โทร 083-999-6997 แต่คิดว่าอย่าโทรไปเลยค่ะ เพราะดูเฮียยุ่งตลอดเว

ไปถึงร้านขนาดเที่ยงคืนกว่าแล้วแต่คนยังต่อแถวยาวเชียวค่ะ ทั้งคนไทยและต่างชาติ ดูเวลาจากรูปในไอโฟน กุ้งเริ่มต่อแถวตอน 00.20 น. และได้ทานตอน 00.50 น. รวมเวลารอครึ่งชั่วโมงพอดิบพอดีเลย

และระหว่างรอหมูปิ้ง ขอบอกว่าร้านยำและร้านข้าวไข่เจียวข้าวแกง ที่อยู่ตรงโซนที่เราต่อแถวนั้น ก็น่ากินไม่แพ้กันเลยค่ะ

ผลการชิม : เนื้อหมูนุ่มและหนุบดีค่ะ ไม่หวานมากแบบหมูปิ้งหลายๆ ร้าน ราคาไม้ละ 12 บาท ส่วนข้าวเหนียว 5 บาทจ้า เราสั่งหมู 10 ไม้และข้าวเหนียว 1 ห่อ (555 เน้นที่หมู) กินอิ่มจนแทบคลานกลับโรงแรม คืนนี้นอนหลับสบายพุงมากมายค่ะ

 

6. อาหารเช้าโรงแรม Red Planet 

พิกัด : ทานที่ห้องอาหาร Scoozi ชั้น 1 ด้านหน้าโรงแรมค่ะ 7.00-10.00 น. ราคาเพิ่มไปจากค่าห้องคนละ 200 บาทค่ะ

อาหารเช้ามี 3 เซทคือ American Breakfast, American Pancake Breakfast, และ American Club Sanwich ซึ่งเราสองคนเลือกทาน 2 แบบหลังค่ะ

ผลการชิม : รสชาติมาตรฐานอาหารเช้าโรงแรมค่ะ โดยแต่ละเซทมีผลไม้, น้ำผลไม้, และชาหรือกาแฟให้ด้วย รวมๆ ก็ถือว่าโอ อิ่มกำลังดีสำหรับมื้อเช้า

ทานเสร็จขึ้นไปโอ้เอ้, ดูทีวี, เล่นเนทอะไรบนห้อง ก็เช็คเอาท์ออกตอนบ่าย 2 ค่ะ (ปกติที่นี่เช็คเอาท์เที่ยงค่ะ โดยจะขอเช็คเอาท์เลทได้ ถ้าห้องเราไม่มีคนพักต่อหรือเหตุผลอันใด พนักงานก็จะให้ช้าสุดถึงบ่าย 2 จ้า)

7. คัตสึชิน 

พิกัด : ซอยทานตะวัน จากปากซอยเข้ามาไม่ไกล ร้านอยู่ซ้ายมือ โทร 02-237-3073

ร้านนี้ที่เมื่อวานตั้งใจมาทาน แต่ติดช่วงเบรคปิดร้านตอนบ่ายพอดี วันนี้กุ้งเดินไปถึงร้านตอนบ่าย 2 กว่าๆ จากที่ตั้งใจจะทานแค่คร็อกเก้ (โคโรเกะ) แต่เห็นทันเซทอาหารกลางวันเค้าพอดี ด้วยความงกเพราะเซทอาหารกลางวันมันคุ้มกว่า ก็เลยสั่งมาทานจ้า (555)

เราสั่งโคโรเกะ 1 ชิ้น (65 บาท) และกุ้งสั่งเซทอาหารกลางวันที่เป็นทงคัตสึหมูสันนอก (220 บาท) ส่วนคุณสามีสั่งข้าวหน้ากุ้งเทมปุระ (260 บาท) และราคายังไม่รวมแวท 7%

ผลการชิม : ตัวหมูทอดทำมาได้ดี แป้งกรอบร่วนเบาอร่อย แต่น้ำสลัดงาที่ทานกับกะหล่ำฝอย กุ้งว่าไม่ครีมมี่เท่าซาโบเตน (กุ้งชอบแบบครีมมี่) ส่วนมันฝรั่งบดที่เป็นเครื่องเคียงในเซทคืออร่อยดี /ตัวโคโรเกะ กลิ่นผงกะหรี่ค่อนข้างชัดเจน ส่วนตัวกุ้งชอบแบบกลิ่นผงกะหรี่เบาๆมากกว่า / ปิดท้ายด้วยกุ้งเทมปุระนี่คืออร่อย เนื้อเด้ง แต่ราคารู้สึกสูงไปนิด

จากนั้นเดินออกจากซอยทานตะวัน เลี้ยวขวาเข้าถนนสุรวงศ์ เพื่อแวะทานร้านที่ 8 ในทริปตะลุยกินย่านสุรวงศ์นี้กันค่ะ

8. Tonkotsu Kazan Ramen

พิกัด : เลยซอยพัฒน์พงษ์มานิดนึงค่ะ ร้านอยู่ริมถนนเลย แต่หน้าร้านเว้าเข้าข้างใน เนื่องจากมีบันไดและโซน outdoor ด้านนอกค่ะ เบอร์โทร 02-238-5655 (ร้านนี้มีอีกสาขาตรงตึกจัสมิน ตรงอโศกด้วยนะ)

ร้านนี้มีเซทอาหารกลางวันอีกแล้ว และขายจนถึงบ่าย 3 ซึ่งกุ้งไปถึงก่อนบ่ายสามแบบฉิวเฉียด แต่พนักงานเค้าบอกว่าสั่งได้ กุ้งเลยจัดเซทราเมนอาหารกลางวันซึ่งถูกกว่าเซทปกติไปพอควรเลยทีเดียวค่ะ

จุดเด่นของร้านนี้คือราเมนภูเขาไฟค่ะ โดยมีสิ่งสเปเชียลคือ เค้าจะนำน้ำซุปกระดูกหมู tonkotsu แสนอร่อยใส่ในหม้อดินที่ร้อนถึง 300 องศา แล้วปิดด้วยฝาแบบปล่องภูเขาไฟ รอซักพักจนไอน้ำพวยพุ่งออกมา (ซึ่งคนญี่ปุ่นเรียกว่า Funka แปลว่าภูเขาไฟระเบิด) ให้ทิ้งต่ออีกประมาณ 1 นาที ก็เปิดฝา พร้อมทานกันเลยจ้า และนอกจากนี้เราสามารถใส่ข้าวสวยร้อนๆ ลงไปในน้ำซุปที่เหลือ เพื่อทานเป็นซุปข้าว Zousui แบบของญี่ปุ่นอีกด้วยนะคะ

พนักงานมาเทน้ำซุปให้และปิดฝาค่ะ รอจนไอพวยพุ่งออกมาค่ะ (เค้าเตรียมผ้ากันเปื้อนให้เราใส่ด้วยนะ เพื่อกันกระเด็นจ้า

พร้อมทานแล้วค่า

ผลการชิม : กุ้งเลือกสั่งคะซังคารามิโซะราเมนค่ะ (199 + vat 7%) ที่เลือกอันนี้เพราะมันมีส่วนหมูสับเผ็ดๆ เพิ่มมา แต่พอทานจริงแล้ว รู้สึกว่าไอ้เจ้าหมูสับเผ็ดนี้ เป็นตัวทำเสียรสชาติน้ำซุปกระดูกหมูค่ะ คือกลบความหอมความนุ่มของน้ำซุปที่อร่อยดีนี้ไปหมด แต่คิดว่าสำหรับคนชอบเผ็ดหรืออยากได้อะไรมาตัดเลี่ยนน้ำซุปอาจจะชอบแบบนี้ แต่ส่วนตัวกุ้งชอบแบบเพียวๆ มากกว่าค่ะ / ส่วนหมูชาชูที่นี่ก็อร่อยดีนะคะ นุ่มดี และเทียบกับราคา ถือว่าโอเคเลยนะ พนักงานก็บริการดีค่ะ (สำหรับมื้อกลางวัน พนักงานบอกว่าไม่ได้ลดขนาดเลย ไซส์เท่ามื้อเย็นปกติ แต่แค่ขายราคาถูกกว่า ซึ่งลองเทียบกับตัวกุ้งดู ชามใหญ่จริงๆ ค่ะสั่งมาแบ่งกันทานได้เลย)

ใจจริงตั้งใจจะปิดท้ายทริปตะลุยกินนี้ที่ร้านสเต๊ก Mizu ที่ถ่ายรูปไปเมื่อวานและตามแพลนในตอนแรกค่ะ โดยร้านนี้เป็นร้านสเต๊กร้านโปรดร้านนึงของคุณพ่อกุ้งสมัยหนุ่มๆ เลยนะคะ กุ้งเองก็เคยมาทานเมื่อนานมาแล้ว แต่เดินไปถึงหน้าร้านแล้ว อาหารยังย่อยไม่หมดเลย กระเพาะยังเต็มเอี้ยดเลยขอข้ามก่อน … และท้ายสุด กุ้งกลับมาเก็บตกร้านนี้อีกทีในวันอื่น เลยขอรวบยอดไว้ในรีวิวนี้ด้วยเลยละกันค่ะ เพราะเลข 9 คือเลขสวย รวบรวมร้านกิน 9 ร้านเป็นเลขมงคลดี

9. Mizu’s Kitchen

พิกัด : ซอยพัฒนพงศ์ เดินจากถ.สุรวงศ์ (ปากซอยเป็นธนาคารกรุงศรีฯ) ตรงเข้าไปไม่ไกล ร้านอยู่ทางขวามือค่ะ โทร 02-233-6447

ร้านนี้เป็นร้านสเต๊กที่คุณพ่อเคยพามาทานสมัยเด็กๆ ยุคประมาณเดียวกับนิวไลท์ที่สยามสแควร์ หน้าร้านจะทึมๆ หน่อย เป็นร้านบรรยากาศเก่าๆ ตกแต่งฟีลคล้าย 13 เหรียญค่ะ ที่ร้านจะกลิ่น(ฉี่แมว)ค่อนข้างฉุน เพราะเค้าเลี้ยงแมวหลายตัว

วันที่ไปทาน ที่ร้านแอร์เสียค่ะ และเปิดพัดลมกับประตูแทน (รู้งี้ไปกินตอนวันแรกน่าจะดีกว่า เพราะวันนั้นร้านปิดประตู แสดงว่าแอร์ควรจะใช้ได้) กุ้งทานแล้วนึกถึงสมัยร้านรุ่งโรจน์ อันนี้เหมือนมันเสื่อมโทรมไปตามกาลเวลาไงไม่รู้ และพอไม่มีแอร์ นั่งทานไปคือร้อนมากค่ะ เหงื่อตกกันเลยทีเดียว

กุ้งสั่งสาริกาสเต๊กที่ขึ้นชื่อของเค้า ส่วนคุณสามีจะสั่งแฮมเบอร์เกอร์สเต๊ก แต่ร้านบอกว่าไม่มี เลยสั่งสตูว์ลิ้นวัวแทน แล้วก็สั่งซุปหัวหอมฝรั่งเศสกับกราแตงมาทานกันค่ะ ใจจริงอยากสั่งเยอะกว่านี้ แต่ถามไปหลายเมนูก็ไม่มี คาดว่าพอคนน้อย ร้านคงไม่ได้สต๊อกอาหารไว้มากพอ

ผลการชิม 

9.1 สาริกาสเต๊ก (240 บาท) มีความรู้สึกว่าชิ้นเล็กลง (ไม่รู้ว่ามันเล็กลงจริง หรือเพราะสมัยก่อนกุ้งทานน้อย 555) จุดเด่นของสาริกาสเต๊กคือ พอเทน้ำราดลงไป มันจะดังฟู่และควันขโมงเลยค่ะ สมัยเด็กๆ ไปทานแล้วรู้สึกตื่นตาตื่นใจดี แต่วันนี้เค้าให้มาเทเอง แถมมันบดสุดอร่อยก็ไม่มี เนื้อนุ่มดีค่ะ แต่กุ้งว่าเหมือนวันนี้มีอะไรซักอย่างที่ยังไม่เข้าเนื้อดี มันไม่ค่อยหอม มันไม่ค่อยฉ่ำ แต่รวมๆยังถือว่าอร่อยนะคะ

9.2 สตูว์ลิ้นวัว (180 บาท) สมัยเด็กๆ กุ้งทานลิ้นวัวไม่เป็นค่ะ จานนี้เลยไม่เคยทานที่ร้านนี้มาก่อนหน้านี้ แต่วันนี้ที่ทาน ขอบอกว่ากุ้งกับคุณสามีชอบจานนี้ที่สุด ลิ้นหนานุ่ม อร่อยมากกกก ไม่เหม็นสาบ ไม่กระด้าง ซอสราดก็อร่อย จานนี้ขอบอกว่าสั่งเต๊อะ

9.3 มะกะโรนีกราแตง (160 บาท) อร่อยค่ะ ชีสหอมมันเข้มข้น โดยรวมคืออร่อย แต่สำหรับกุ้งยังไม่ถือว่าอร่อยว้าว สำหรับคนชอบชีสหนักๆ จานนี้กุ้งว่าเบาไปค่ะ แต่มันก็ดี เพราะสามารถทานได้จนหมดจานโดยไม่เลี่ยนเกิน

9.4 ซุปหัวหอมฝรั่งเศส (65 บาท) ปกติกุ้งเป็นคนไม่ทานหัวหอมที่มีรสเผ็ด แต่อันนี้เค้าตุ๋นมาจนหัวหอมหวาน น้ำซุปเหมือนซุปสต๊อกเนื้อรสหวานกลมกล่อม หอมกลิ่นเนื้ออ่อนๆ พอมารวมกับความหอมของหัวหอมใหญ่ คือเข้ากั๊นๆ

หลังจากเสร็จกิจกรรมตะลอนกินเสร็จแล้ว วันนั้นกุ้งเลยขอแวะนวดซักหน่อย เนื่องจากระหว่างทางมีร้านนวดมากมายยย ประกอบกับกินอิ่มตื้อ พอหนังท้องตึง หนังตาก็หย่อน เลยคิดว่าแวะนอนนวดเท้าเพลินๆ ก็คงดีไม่น้อย อันนี้จ่ายไป 2 คน 520 บาทค่ะ เดินออกมาจากร้านนวดรู้สึกตัวเบาสบายมากๆ (กุ้งเลือกร้านนี้ Urban Thai เพราะตั้งแต่เดินมารู้สึกถูกชะตาที่สุด แต่ราคาแอบแพงกว่าร้านอื่นใกล้เคียงเล็กน้อย)

เสร็จแล้วเราก็ทริปด้วยความสิริมงคล นั่นคือไปไหว้พระที่วัดหัวลำโพง และทำบุญที่มูลนิธิร่วมกตัญญู ซึ่งอยู่ริมถนนพระราม 4 และอยู่ใกล้ๆ กันเลยค่ะ ซึ่งกุ้งก็เอาบุญมาฝากทุกท่านด้วยนะคะ

สรุปทริปนี้ ทั้งกินอิ่ม, นอนหลับ, ได้ช็อป, ได้เที่ยว, และได้บุญไปพร้อมๆกันเลยเนาะ พบกันใหม่รีวิวหน้านะค้าาา

0

 likes / 0 Comments
Share this post:

Archives

> <
Jan Feb Mar Apr May Jun Jul Aug Sep Oct Nov Dec
Jan Feb Mar Apr May Jun Jul Aug Sep Oct Nov Dec
Jan Feb Mar Apr May Jun Jul Aug Sep Oct Nov Dec