ยุโรปตะวันออก เส้นทางหนึ่งที่มีความสวยงามคลาสสิค และเป็นจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวทั่วโลก ปี 2015 ผมมีโอกาสเดินทางไปเที่ยวเส้นทางนี้มา 1 เดือน 5 ประเทศ  23 เมืองใน เยอรมัน ลักเซมเบิร์ก ฝรั่งเศส ออสเตรีย และสาธารณรัฐเช็ก แต่ละประเทศล้วนมีเอกลักษณ์ และมีความคลาสสิคในตัวเองเป็นอย่างมาก วันนี้จะขอพาทุกคนออกไปเที่ยวด้วยกัน – – –  ตอนที่ 1 ปฐมบท

000-EastEurope-Cover-Facebook-And-FeaturePix-2

JOURNEY OF EASTERN EUROPE : ยุโรปตะวันออก สายน้ำแห่งความคลาสสิค

Journey of Eastern Europe : สายน้ำแห่งความคลาสสิค

ยุโรปตะวันออก ตอนที่ 1: ปฐมบท

คงจะดีไม่น้อยถ้าซักครั้งหนึ่งเราได้พาคนที่รู้ใจไปเที่ยวยุโรป ดินแดนแห่งความคลาสสิค หลายคนอาจสงสัยว่าที่ผมเดินทางเยอะขนาดนี้ไม่ได้พาคุณนายไปเที่ยวเลยหรือ คำตอบคือ ไม่ค่อยมีโอกาสครับ เพราะการเดินทางครั้งหนึ่งผมใช้เวลามาก ซึ่งคุณนายไม่สามารถลางานได้นานขนาดนั้น แต่กลางปี 2015 ที่ผ่านมา ความฝันของผมเป็นจริงล่ะครับกับทริป “ยุโรปตะวันออก” หนึ่งในสถานที่ที่นักท่องเที่ยวใฝ่ฝันกันมากที่สุด ด้วยความคลาสสิคของอาคารบ้านเรือน และสถานที่ที่อบอวลไปด้วยความโรแมนติค และยังมีประวัติศาสตร์อย่างมากมาย ถึงแม้คุณนายผมจะเดินทางมาสมทบแค่ครึ่งหลังของทริป เพียงแค่นี้ก็ทำให้ทริปนี้เป็นทริปที่สุดพิเศษและฟินที่สุดของปีนี้ล่ะครับ

สำหรับในตอนที่ 1 นี้ผมจะพาทุกคนไปดูเรื่องการเตรียมตัวและโปรแกรมรวมๆของผมกันก่อน แล้วผมจะค่อยๆลงรายละเอียดในแต่ละพื้นที่ในตอนถัดๆไปครับ พร้อมกันแล้วออกเดินทางไปสู่ใจกลางยุโรปพร้อมๆกันเลยครับ

 


Multi-City การเดินทางสู่ยุโรปแบบคุ้มค่าสุดๆ

ที่ผ่านมาการเดินทางไปยุโรป เราอาจจะนึกกันว่าค่าตั๋วเครื่องบินจะต้องมีไม่ต่ำกว่า 30,000 บาท แต่ในความเป็นจริงแล้วปัจจุบันมีเงินเพียง หนึ่งหมื่นบาทกว่าๆ ก็สามารถเดินทางไปยังยุโรปได้แล้ว ซึ่งตั๋วเครื่องบินก็ไม่ได้หายากอะไรมากมาย เพราะปัจจุบันมีแฟนเพจมากมายที่คอยเอาตั๋วราคาพิเศษๆ ที่ซ่อนอยู่มาให้เราเสมอ ซึ่ง Fan Page ที่ผมใช้เป็นประจำมีอยู่ 3 ที่คือ

ซึ่งไม่ว่าจะเป็นแฟนเพจไหนส่วนมากแล้วตั๋วที่ราคาถูกสุดๆที่หามาได้นั้น มักจะเป็นตั๋วแบบ Multi-City  หรือตั๋วที่ไปกลับคนล่ะสนามบินนั่นเองเช่นขาไปอาจจะต้องไปขึ้นเครื่องที่ สิงคโปร์ มาเลเซีย เวียดนาม หรือ ฮ่องกง อะไรอย่างนั้น  ซึ่งไม่น่าเชื่อว่าตั๋วแบบนี้ราคาจะถูกกว่าตั๋วแบบไป-กลับธรรมดาๆ มากถึง 30-50% เลยทีเดียวครับ

สำหรับทริปนี้ตั๋วที่ผมจองได้คือตั๋วจากสายการบิน Etihad ซึ่งตั๋วที่ผมจองเป็นเส้นทาง Multi-City คือ  Singapore – Frankfurt และ Munich – Bangkok ซึ่งโปรที่ออกในตอนนั้นผมสามารถบินไปกลับจากสนามบินไหนก็ได้ในเยอรมัน โปรที่ถูกสุดในช่วงนั้นคือตั๋วใบละ 15,500 แต่ในวันที่ผมเลือกไปนั้นราคาตั๋วต่อคนอยู่ที่ 16,275 บาท เท่านั้น (แต่ปัจจุบันผมเห็นตั๋วเส้นทางนี้ราคาเพียง 11,000 บาทเท่านั้น) แต่ช่วงที่ผมไปราคามันจะสูงกว่าโปรปัจจุบัน ส่วนหนึ่งก็เพราะช่วงที่ผมเดินทางเป็นช่วงฤดูร้อนซึ่งเป็นไฮซีซั่นของยุโรปครับ
001

 


 

AirAsia สายการบินราคาประหยัด ส่วนเติมเต็มของตั๋ว Multi-City

หลังจากได้ตั๋วยุโรปราคาสุดคุ้มไปแล้ว ผมต้องหาตั๋วอีก 1 ใบคือ กรุงเทพฯ – สิงคโปร์ เพื่อที่จะได้ตั๋วครบ ไปกลับยุโรปได้นั่นเอง เพื่อนผมคนนึงที่ไปด้วยอยู่ที่ปัตตานี เขาใช้วิธีนั่งรถทัวร์จาก หาดใหญ่-สิงคโปร์ ราคาไม่ถึงพันบาทครับ แต่ผมจะให้นั่งรถทัวร์จากกทม.ไปคงไม่ไหว

ผมเลยหาตั๋วจากสายการบินต้นทุนต่ำเอา ซึ่งผมก็รอช่วงที่ Air Asia ออกโปรแล้วก็จัดการสอยตั๋ว กรุงเทพฯ – สิงคโปร์ เสียเลยครับ เพราะ  Air Asia เองมีไฟลท์บินไปสิงคโปร์เยอะมากถึง 6 เที่ยวบินต่อวันเลย และผมเองไม่มีประเด็นว่าต้องไปไฟลท์ไหนก็เลือกไฟลท์ที่ราคาโปรถูกที่สุดได้เลย
002-2-2
ซึ่งราคาตั๋วขาเดียวที่ผมจองได้อยู่ที่ 910 บาทต่อคน บวกกับค่ากระเป๋า และอาหารแล้ว ราคาทั้งหมดก็ราวๆ 1,500 บาท ซึ่งรวมกับค่าตั๋วจาก Etihad แล้วเท่ากับว่าผมได้ตั๋วไปกลับยุโรปในราคาราวๆ  17,500 บาทเท่านั้น ต่างจากปีก่อนที่ผมไปยุโรปตะวันออกแล้วยังไม่ทราบวิธีจองแบบนี้ ผมเจอค่าตั๋วไป-กลับถึง 32,000 บาท เห็นมั๊ยครับ ว่ามันประหยัดค่าตั๋วได้มากขนาดไหน

ซึ่งทริปนี้ผมก็ถือโอกาสแวะไปนอนเล่นที่สิงคโปร์เพื่อไปเก็บภาพสต๊อกมา 3 คืนด้วย
002

 

วันที่ไปเนื่องจากเป็นไฟลท์เช้าแถมมีทัวร์จีนลง คนเลยเยอะจัดคิวยาวมากๆ ผมเลยเดินออกไปใช้ Kiosk ทำ Self Check in แล้วไปเข้าแถวฝั่ง Bag Drop แทน ซึ่งแม้จะคนเยอะเหมือนกันแต่แถวเร็วกว่าเยอะเลยครับ ก่อนวันเดินทางผมสั่งของกินล่วงหน้าเป็นข้าวเหนียวไก่ย่าง และของหวานเป็นข้าวเหนียวมะม่วง เนื่องจากที่ฝั่ง International ไม่มี 7-11 ที่จะขายอาหารราคาถูกๆให้กิน ส่วนอาหารในสนามบินก็แพงๆทั้งนั้น ผมเลยตัดสินใจสั่งอาหารล่วงหน้าไปเลย เพราะได้ลดเพิ่มอีก 20% ด้วยครับ
03-Singapore15-001
04-Singapore15-007

 


Global Wifi : คำตอบสำหรับการใช้อินเตอร์เนตกรณีเดินทางเที่ยวหลายประเทศในยุโรป

สำหรับเรื่องอินเตอร์เนตในการไปเที่ยวยุโรปครั้งนี้ ผมได้นำเครื่อง Pocket wifi ของ Global Wifi ไปใช้งาน เพราะที่ยุโรปถึงจะมีการรวมตัวใช้สกุลเงิน Euro  เหมือนกันในหลายประเทศ แต่ทว่าเรื่องการสื่อสารแต่ละประเทศจะมีซิมของตัวเอง แปลว่าเวลาเดินทางข้ามประเทศจะต้องหาซื้อซิมใหม่ตลอด ซึ่งรอบนี้ผมเดินทางไปถึง 5 ประเทศจึงไม่สะดวกที่จะต้องคอยวิ่งหาซิมใช้ครับ

ราคาสำหรับการใช้งาน Global Wifi ในยุโรป จะอยู่ที่ราวๆ 350 บาท/วันครับ อาจจะมองว่าค่อนข้างแพงถ้าเทียบกับการซื้อซิมใช้งานในแต่ละประเทศ แต่ Global Wifi จะได้เรื่องความสะดวกเพราะหนึ่งเครื่องสามารถรองรับการใช้งานสูงสุดได้ถึง 10 ประเทศในหนึ่งทริป (เราจะต้องระบุประเทศที่เดินทางไป แล้วบริษัทจะใส่ซิมลงไปให้ตามนั้น) และทริปนี้ผมได้ไปร่วมทริปกับเพื่อนอีกคนที่เดินทางไปก่อน เขาไปเที่ยวโซนสแกนดิเนเวียก่อนแล้วค่อยมาเจอกันที่เยอรมัน เราเลยแชร์ Global Wifi กันครับ สรุปแล้วช่วงที่ผมไป 28 วัน ค่าใช้  Global Wifi อยู่ที่ประมาณ 10,000 บาท หาร 5 คนแล้วเหลือแค่คนละ 2,000 บาทผมว่าราคามันโอเคอยู่ครับ

เพราะปกติแล้วการซื้อซิมในยุโรปราคาจะอยู่ที่ราวๆ 20-25 EUR ถ้าไป 5 ประเทศก็เฉลี่ยๆที่ 4,000 บาท และบางประเทศยังไม่สามารถแชร์เนตได้ด้วยนั่นแปลว่า แต่ละคนต้องมีซิมเป็นของตัวเองทั้งหมด ค่าใช้จ่ายรวมก็จะยิ่งสูงขึ้นไปอีก
05-Germany15-5965

สำหรับการใช้งานเครื่อง Pocket Wifi ของ Global Wifi เมื่อเปิดเครื่องแล้ว เครื่องจะตรวจสอบสัญญาณของจุดที่เราอยู่ว่าเป็นประเทศอะไร แล้วเครื่องจะไปเรียกการใช้งานของซิมของประเทศนั้นๆ แต่ในช่วงข้ามแดนเปลี่ยนประเทศควรที่จะ Restart เครื่องใหม่เพื่อให้เครื่องตรวจจับสัญญาณใหม่ครับ

เรื่องปริมาณการใช้งานจะไม่ไช่ Unlimit เหมือนการใช้ Pocket wifi ที่ประเทศญี่ปุ่น แต่ละประเทศจะมี Limit อยู่ที่ 500 Mb -1 Gb ต่อวัน ซึ่งก็ถือว่าไม่น้อย แต่สิ่งที่พึงระวังคือมือถือจะเข้าใจว่าเป็นการต่อ wifi ทั่วไปซึ่งปกติแล้วเครื่องมักจะเซตให้มีการโหลด VDO หรือ โหลดอัพเดทโปรแกรมต่างๆโดยอัตโนมัติ ดังนั้นเราต้องไปปิดบริการตรงนี้ออกไปด้วย ไม่อย่างนั้นรับรองว่าวันที่มีอัพเดทอะไรออกมาแล้วเครื่องไปออโต้อัพเดท เนตวันนั้นหมดแน่นอนครับ อ้อตัวเครื่องจะมีขึ้นปริมาณเนตที่ใช้ให้เราทราบด้วย และจะรีเซตใหม่ตอนเที่ยงคืนของทุกวันครับ

 


THIS IS ROAD TRIP

แม้ว่าการเดินทางเที่ยวในยุโรปคนทั่วไปจะนิยมใช้รถไฟในการเที่ยว แต่สำหรับทริปนี้การเดินทางหลักของผมคือการเช่ารถยนต์เที่ยว เพราะที่เยอรมัน ประเทศหลักในการเที่ยวครั้งนี้ เป็นประเทศที่มีเครือข่ายทางถนนที่ดีที่สุดในยุโรป และถ้าเป็นทางด่วนออโตบาห์นนั้นก็ไม่มีการจำกัดความเร็วอีกด้วย

ทริปนี้ช่วงครึ่งหลังจะมีผู้ร่วมเดินทาง 5 ชีวิตผมเลยเช่ารถรุ่นใหญ่ ได้เป็นรถ Ford ถ้าจำไม่ผิดจะเป็นรุ่น Tourneo ครับ และวิวสวยๆแบบนี้จะมีให้ชมตลอดทางในเยอรมันเลยครับ เลยเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ผมใช้วิธีขับรถเที่ยวเอาครับ
07-Germany15-3908

การขับรถใน EU เป็นรถยนต์พวกมาลัยซ้าย อาจจะงงๆในช่วงแรกแต่ขับไปซักพักก็จะชินครับ  ส่วนเรื่องของการขับรถข้ามประเทศก็ไม่ต้องห่วงเพราะมันเป็น Borderless ไม่ต้องมีการเช็คอะไรใดๆทั้งสิ้นมีแค่ป้ายบอกว่าข้ามประเทศแล้วเท่านั้นเอง เราขับผ่านไปได้เลย สำหรับการเดินทางโดยใช้รถนั้นผมแนะนำว่าควรที่จะมี GPS เพราะว่าถนนในเมืองใหญ่ๆในยุโรปจะวุ่นวายมาก โดยเฉพาะถนนเล็กๆ ตรอกซอกซอยจะเยอะ และส่วนมากเป็นวันเวย์หลงกันได้ง่ายๆเลย

สำหรับ GPS ผมแนะนำว่าเราสามารถซื้อเครื่องจากเมืองไทย แล้วหาโหลดแผนที่ฟรีที่เป็น Open Street Map ไปใช้งานได้ครับ อย่างของผมผมซื้อ GPS ของ Garmin ตัวที่ถูกที่สุดราคาประมาณ 2,500 บาท ถูกมาก ส่วนเรื่องแผนที่ผมโหลดจากที่นี่ http://mapas.alternativaslibres.es/downloads.php มีแผนที่แยกประเทศไว้ให้ แต่ถ้าจะเอาแผนที่ทั้งยุโรป เพื่อเวลาเราข้ามประเทศจะให้เครื่องสามารถ Gen Route ระหว่างประเทศได้ เว็บนี้จากขอให้เรา Donate อย่างน้อย 16 Euro ครับ เราจะสามารถโหลดแผนที่ได้ในช่วงเวลา 1 ปีครับ ซึ่งผมก็ Donate ให้เค้าและโหลดแผนที่ของทั้งยุโรปมาใช้ครับ และก่อนที่จะครบ 1 ปีผมก็ไปโหลดแผนที่เวอร์ชั่นล่าสุดมาอีกรอบครับ และอีกเว็บที่ผมใช้บริการบ่อยคือเว็บนี้ http://www.osmmaps.com ของที่นี่ผมโหลดแผนที่ตอนไปเที่ยวอเมริกาและแคนาดาครับ

หลังจากได้แผนที่แล้วเราก็ต้องมาใส่พิกัดสถานที่ที่เราจะไป ซึ่งพวกโรงแรมส่วนมากจะมีพิกัด GPS มาให้อยู่แล้ว ก็ให้เราบันทึกลงไปได้เลย พวกสถานที่เที่ยวก็เช่นกันครับ สำหรับสถานที่บางที่ที่เราไม่ทราบพิกัด GPS แต่รู้ว่าอยู่ตรงไหนใน Google map เราก็สามารถบันทึกได้เช่นกัน โดยให้เราคลิกขวาที่แผนที่จุดที่เราต้องการไปแล้วเลือก What’s Here แล้วมันจะขึ้นพิกัดมาให้ครับ แต่ทีนี้พิกัดที่ขึ้นมาอาจจะไม่ตรง format ที่ GPS เราใช้ เราก็สามารถไปแปลงได้ที่เว็บนี้ http://www.gpsvisualizer.com/calculators

เพียงเท่านี้เราก็จะได้ GPS ไว้ใช้งานแล้วครับ

 

 


วางแผนการขับรถเที่ยว 2 เส้นทาง

การไปเที่ยวครั้งนี้ผมไปลงเครื่องที่แฟรงค์เฟิร์ต และกลับที่มิวนิค โดยช่วงกลางทริปผมจะต้องแวะมามิวนิค เพื่อมารับคุณนายที่เดินทางมาสมทบ ผมเลยจัดโปรแกรมขับรถเป็นวงกลม 2 รูท โดยเอาเยอรมันเป็นเซ็นเตอร์แล้วขับวนซ้ายกับวนขวาเอาครับ

Route 1 : Journey of Rhineland

008-Screen Shot 2558-10-26 at 7.50.21 PM

ในช่วงแรกก่อนที่คุณนายจะมาผมขับรถวนซ้าย เที่ยวทางโซนตะวันตกของเยอรมันเป็นหลัก และวนเข้าลักเซมเบิร์ก และฝรั่งเศสที่แคว้นอัลซาส ก่อนที่จะกลับเข้าเยอรมันที่โซนแบล็คฟอเรส ก่อนวนไปมิวนิค รูทนี้ผมขับรถไปร่วมๆ 2,000 กิโลเมตร ส่วนตารางเที่ยวก็ประมาณนี้ครับ

Day 1: Singapore – Frankfurt
Day 2: Frankfurt – Heidelberg -Frankfurt
Day 3: Frankfurt – Aschaffenburg (Johannisburg Castle) – Frankfurt
Day 4: Frankfurt
Day 5: Frankfurt – Boppard – Eltz Castle – Cologne
Day 6: Cologne
Day 7: Cologne – Luxembourg
Day 8: Luxembourg – Strasbourg – Colmar
Day 9: Colmar – (Alsace wine route)
Day 10: Colmar – Triberg (Black Forest) – Stuttgart
Day 11: Stuttgart
Day 12: Stuttgart – Rothenburg ob der tauber
Day 13: Rothenburg ob der tauber – Munich

ที่เที่ยวในโซนนี้จะเป็นที่เที่ยวในส่วนของ Rhineland ซึ่งเป็นดินแดนที่แม่น้ำไรน์ไหลผ่าน จากเทือกเขาแอลป์ไปสิ้นสุดที่เนเธอร์แลนด์ ซึ่งแม่น้ำไรน์นี้ได้รับสมญานามว่าเป็นแม่น้ำนานาชาติของยุโรปเลยทีเดียวครับ

 

Route 2 : Journey of Classical Europe

009-Screen Shot 2558-10-26 at 7.52.56 PM

ช่วงที่สองหลังจากรับคุณนายที่มิวนิค ผมก็วนในเส้นทางยอดฮิตของการมาเที่ยวยุโรปตะวันออก เพียงแค่ผมไม่ได้แวะไปถึงเมืองบูดาเปส ประเทศฮังการีเท่านั้นเอง รูทที่ขับรถคือออกจากมิวนิคไปทางใต้เที่ยวปราสาทนอยชวานชไตน์ที่ฟุซเซ่น แล้วไปขึ้นยอดเขาที่สูงที่สุดในเยอรมันที่ซุกปิสเซ่ ก่อนจะวนเข้าออสเตรียที่ เมืองซาลส์บวร์ก ไปฮัลสตัท และเมืองหลวงของออสเตรียที่เวียนนา ก่อนวนขึ้นไปสาธารณรัฐเช็กเที่ยวอีกสามเมืองคือ เชสกี้คุมลอฟ ปราก และคาร์โลวี่ วารี ตารางเที่ยวก็เป็นไปตามนี้เลยครับ

Day 14: Munich – Linderhof Palace – Fussen
Day 15: Fussen – Hohenschwangau – Fussen  (Neuschwanstein Castle)
Day 16: Fussen – Zugspitze – Salzburg
Day 17: Salzburg – Hallstatt
Day 18: Hallstatt
Day 19: Hallstatt – Vienna
Day 20: Vienna
Day 21: Vienna – Cesky Krumlov
Day 22: Cesky Krumlov – Prague
Day 23: Prague
Day 24: Prague – Karlovy Vary
Day 25: Karlovy Vary – Munich
Day 26: Munich
Day 27: Munich
Day 28: Munich – Bangkok

ซึ่งรูท 2 รูทนี้เพื่อนๆก็สามารถเอาไปปรับใช้ได้เลยครับ เพราะผมว่ามันพอดีๆ คือรูทละประมาณ 2 อาทิตย์ ซึ่งเป็นระยะเวลาที่คนทั่วไปพอที่จะสามารถลางานไปเที่ยวได้นั่นเองครับ

 


อาหารการกินในทริป

ด้านอาหารการกินในทริป ผมเองไม่ได้ทำอาหารกินเองมากซักเท่าไหร่ เพราะแต่ละวันไปถ่ายรูป กว่าจะเสร็จและกลับมาถึงที่พักก็ร่วมๆ 4-5 ทุ่มแล้ว บางวันก็ลากยาวไปถึงเที่ยงคืน เพราะเป็นฤดูร้อนซึ่งกลางวันจะยาวนานมาก แต่ผมเองก็ไม่ได้กินอัตคัดแต่อย่างใด เรียกว่ากินดีเกินไปเสียด้วยซ้ำ เพราะกินเหลาเกือบทุกมื้อ

โดยอาหารหลักที่ผมกินในทริปนี้จะเป็น “อาหารจีน” เพราะว่าเป็นอาหารที่มีรสชาติใกล้เคียงอาหารไทยมากที่สุดแล้วที่สามารถหาได้ และที่สำคัญราคาก็ถูกด้วย (ถ้าเทียบกับอาหารท้องถิ่น) ส่วนอาหารไทย(แท้ๆ) ส่วนมากจะแพงกว่าครับ แต่ผมก็ถูกปากคนไทยอย่างเรากว่าจริงๆ 555

ซึ่งร้านอาหารจีนนั้นถือว่ามีเยอะมากในยุโรป มีเกือบจะทุกเมืองที่ไปเที่ยวครับ ยิ่งถ้ามีอินเตอร์เนตยิ่งหาได้ง่ายมาก โดยให้เปิด Google map แล้วค้นหาด้วยคำว่า “Chinese Restaurant” “Asia Restaurant” หรือถ้าอยากทานอาหารไทยก็ลอง ค้นด้วยคำว่า “Thai Restaurant” ดูจะมีร้านโชว์ขึ้นมามากมายไม่น่าเชื่อครับ และถ้าเที่ยวจนชินแล้ว มันจะมีเซ้นส์บอกเองว่าจุดไหนในเมืองที่จะมีร้านอาหารจีนให้กินครับ ถ้าเป็นอาหารจานเดียวแบบกับราดข้าวมาเลยราคาจะอยู่ที่ประมาณ 6 EUR เท่านั้น ถ้าเป็นกับข้าวก็จะราวจานละ 10 EUR ซึ่งเอาจริงๆผมแนะนำให้สั่งแบบราดข้าวมาเลยครับ คุ้มกว่า แล้วค่อยเอามาแบ่งกับเพื่อนๆเอา
062-Germany15-2654

สำหรับน้ำดื่ม ปกติแล้วตามร้านอาหารจะแพง ดังนั้นไม่ต้องเกรงใจเขาครับ ลองถามดูเลยว่ามี Tap Water มั๊ย หลายร้านจะมีให้แต่ถ้าไม่มีเราก็ไม่จำเป็นต้องสั่งน้ำนะครับ เราสามารถเอาน้ำเปล่าที่เราเตรียมมาเองกินได้เลย เขาไม่ว่าเราแต่ถ้าเป็นร้านอาหารฝรั่งส่วนใหญ่ต้องสั่งน้ำดื่มด้วยครับ

แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าผมไปเที่ยวแล้วผมทานแต่อาหารจีนนะครับ อาหารท้องถิ่นผมก็ทานครับ เป็นครั้งคราว ที่ไม่ได้ทานบ่อยนอกจากเรื่องราคาที่แพงกว่าแล้ว อีกอย่างหนึ่งคือทานอาหารฝรั่งมากมันจะเลี่ยนครับ
063-Germany15-2260

 


ภาพรวมการเที่ยว JOURNEY OF EASTERN EUROPE : สายน้ำแห่งความคลาสสิค

ในกระทู้นี้ผมจะเอาภาพแต่ละที่มาฝากกันไปก่อน แต่จะยังไม่ลงรายละเอียดในแต่ละเมืองครับเพราะถ้าลงรายละเอียดทั้งหมดคงเยอะมากๆ คงอ่านกระทู้นี้เป็นวันๆกว่าจะจบ 555

 

Singapore : ประเทศแห่งการสร้าง Landmark

สิงคโปร์เองเป็นประเทศที่ไม่ได้มีทรัพยากรอะไรมากมายนอกจากเงิน เงินที่สิงคโปร์นำไปเนรมิต Landmark จำนวนมากให้คนได้มาเที่ยวกัน นับจากครั้งแรกที่ได้ไปสิงคโปร์มา สิงคโปร์เปลี่ยนไปมากจนไม่น่าเชื่อว่าเป็นประเทศที่เกิดมาได้แค่ 50 ปีเท่านั้นเอง และสิ่งที่สร้างขึ้นมาอย่าง Garden By The Bay นั้นพึ่งจะได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกมาหมาดๆ ทริปนี้ผมไปอยู่ที่สิงคโปร์มา 3 วันเน้นไปแบบชิวๆไปเก็บภาพสต๊อกเป็นหลักเลยไม่ค่อยได้เที่ยวอะไรมากนักครับ
010-Singapore15-042 011-Singapore15-217-Panorama 012-SQ

 


Rhineland ดินแดนแห่งลุ่มแม่น้ำไรน์ แม่น้ำนานาชาติของยุโรป

เมืองแรกที่ผมไปเที่ยวในทริป ยุโรปตะวันออก ครั้งนี้คือ “แฟรงค์เฟิร์ต” เมืองที่หลายๆคนมองข้าม แต่จริงๆในตัวเมืองก็มีส่วนที่น่าสนใจไม่น้อยเลย แฟรงค์เฟิร์ตได้รับสมญานามว่าเป็นเมืองหลวงด้านการค้าของ EU เพราะธนาคารกลางของ EU หรือ European Central Bank ตั้งอยู่ที่นี่ครับ
013-Germany15-0670

 

และที่แฟรงค์เฟิร์ตก็ถือว่าเป็นเมืองใหญ่ในยุโรปที่มีตึกสูงเยอะมากที่สุดเมืองหนึ่งครับ
014-Germany15-0529

 

ในส่วนของเมืองเก่ามีไม่มากเพราะถูกทำลายไปจากสงครามโลกทั้ง 2 ครั้งแล้วครับ
015-Germany15-0775

 

จากแฟรงค์เฟิร์ตเราสามารถจัด One day Trip ไปเมืองใกล้ๆได้ เมืองที่เป็นที่นิยมก็คือเมือง Heidelberg ซึ่งเป็นเมืองเก่าแก่ของเยอรมันที่ขึ้นชื่อด้านการแพทย์ และเมือง Aschaffenburg เพื่อไปเที่ยวปราสาท Johannisburg
016-Germany15-0155
017-Germany15-0412

 

จากนั้นเราขับรถขึ้นเหนือไปตามแม่น้ำไรน์เพื่อไปที่เมืองโคโลจน์กัน ระหว่างทางผ่านเมืองเล็กน่ารักๆ ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกโลกอย่างเมือง Boppard และแวะ Eltz Castle ปราสาทที่อยู่ท่ามกลางขุนเขา
018-Germany15-0964
019-Germany15-1019
020-Germany15-1082

 

เมืองโคโลจน์ สิ่งที่เด็ดที่สุดก็คือมหาวิหารโคโลจน์ ซึ่งเป็นโบสถ์ที่ใหญ่ที่สุดในยุโรปตอนบนครับ และถ้าเทียบความสูงจากอัตราส่วนความกว้างของฐานกับความสูงแล้ว ที่นี่ถือเป็นโบสถ์ที่สูงที่สุด และในช่วงที่สร้างเสร็จในปี 1880 โบสถ์แห่งนี้เป็นสิ่งปลูกสร้างที่สูงที่สุดในโลกด้วยครับ
021-Germany15-1166
022-Germany15-1392

 

จากนั้นผมก็ขับรถลงมาทางใต้แวะที่ประเทศลักเซมเบิร์กประเทศน้องเล็กของยุโรป ที่หนังสือ Lonely Planet ใช้คำว่าจับพลัดจับผลูได้กลายมาเป็นประเทศ แต่ไม่น่าเชื่อว่าผู้คนที่นี่กลับรวยติดอันดับต้นๆของยุโรปและของโลก(ปล. ที่นี่น้ำมันถูกมว๊ากกกก)
023-Germany15-1780

 

จากนั้นผมก็ขับรถยาวมาที่พรมแดนฝรั่งเศสเยอรมันที่ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของแม่น้ำไรน์ หลังจากไหลลงมาจากเทือกเขาแอลป์ในสวิสเซอร์แลนด์ สิ่งที่สวยงามดึงดูดนักท่องเที่ยวอย่างมากคือ บ้านเรือนในแคว้นอัลซาสของฝรั่งเศสนั้น เป็นการผสมผสานสถาปัตยกรรมแบบ Half-Timeber จากเยอรมันกับความกุ๊กกิ๊กน่ารักตามแบบฉบับฝรั่งเศส ทำให้บ้านเรือนในโซนนี้ได้รับการโหวตให้เป็นหมู่บ้านที่สวยงามที่สุด
024-Germany15-2020
025-Germany15-2145
026-Germany15-2433

 

จากนั้นผมก็ขับรถกลับไปฝั่งเยอรมัน ในโซนของ Black Forest ครับ ซึ่งที่นี่มีเค้ก Black Forest ที่อร่อยที่สุดในโลกอยู่ และเป็นต้นกำเนิดของนาฬิกากุ๊กกู และมีน้ำตกที่เคยเป็นน้ำตกที่สูงที่สุดในเยอรมันอยู่ครับ
027-Germany15-2748

 

จากนั้นผมก็ขับรถต่อไปที่เมืองสตุ๊ตการ์ทซึ่งเป็นเมืองอุตสาหกรรมของเยอรมันที่ขึ้นชื่อเรื่องการผลิตรถยนต์ ทั้งเมอร์เซเดส เบนซ์ และปอร์เช่ ล้วนผลิตจากเมืองนี้ครับ ตอนมาเมืองนี้ ก็เริ่มเป็นช่วงที่ผมพักร่างล่ะครับ ไม่ค่อยได้ไปเที่ยวที่ไหนมาก เน้นเดินเล่นใน Museum และออกมาถ่าย Twilight ช่วงเย็นเอาครับ
028-Germany15-2782
029-Germany15-2965

 

หลักจากได้พักร่างแล้วผมก็ไปต่อที่เมือง โรเธนเบิร์ก ออบ เดียร์ เทาเบอร์ หรือเรียกย่อๆว่า โรเธนเบิร์ก โอดีที ซึ่งเป็นเมืองเก่าเพียงไม่กี่เมืองของเยอรมันที่รอดพ้นจากการทำลายเมื่อเกิดสงครามโลก เลยเหลือกำแพงเมืองและบ้านสไตล์ Half-Timber แท้ๆอยู่ที่นี่ครับ
030-Germany15-3157
031-Germany15-3168
032-Germany15-3279

 

จากนั้นผมก็ขับรถไปที่มิวนิคเพื่อไปรับคุณนายผม ซึ่งวันนั้นเป็นวันแรกตั้งแต่เริ่มทริปมาที่ผมไม่ได้ถ่ายภาพ Twilight ถือเป็นอีกวันที่ได้พักร่างเพื่อเตรียมไปต่อในช่วงครึ่งหลังของทริป

 


The Classical Europe เข้าถึงแก่นแท้แห่งความเป็นยุโรป

ถ้าจะถามผมว่าหลังจากที่ได้ไปยุโรปมาหลากหลายเมือง ที่ไหนที่ดูดีและแสดงถึงความเป็นยุโรปได้มากที่สุด ผมเองคิดว่าเป็นเส้นทางช่วงนี้ล่ะครับ ไม่รู้ว่าทำไมแต่ผมรู้สึกว่ามันเป็นเมืองที่ดูมีความคลาสสิคมากๆ

หลังจากผมรับคุณนายจากสนามบินมิวนิคแล้ว ผมเริ่มจากการขับรถลงไปทางใต้ที่เมืองฟุซเซ่น ระหว่างทางได้แวะเที่ยว Lindehof Palace เป็นวังเล็กๆ แต่การตกแต่งภายในสวยงามมากๆ สวยทุกห้อง สวยกว่าหลายวังที่ผมเคยเห็นมา แต่เสียดายที่นี่ไม่ให้ถ่ายรูปภายในครับ
033-Germany15-3444

 

นอกจากที่นี่แล้วผมยังได้แวะโบสถ์ Pilgrimage Church of Wies โบสถ์ที่ตกแต่งในสไตล์ Bavarian Rococo ซึ่งส่วนตัวแล้วผมว่าที่นี่เป็นโบสถ์ที่ภายในสวยงามที่สุดเท่าที่ผมเคยเห็นมาเลยครับ
07-Germany15-3569

 

จากนั้นเราก็ไปกันที่เมืองฟุซเซ่นซึ่งเป็นเมืองที่อยู่ติดกับหมู่บ้าน Hohenschwangau ซึ่งเป็นที่ตั้งของปราสาทที่ว่ากันว่าเป็นต้นแบบที่แท้จริงของปราสาท Walt Disney นั่นคือปราสาท Neuschwanstein และใกล้ๆกันก็ยังมีอีกปราสาทหนึ่งที่สวยงามไม่แพ้กันคือปราสาท Hohenschwangau ครับ
034-Germany15-3670
035-Germany15-3618

 

หลังจากเที่ยวปราสาทที่เป็นเสมือนสัญญลักษณ์ของประเทศเยอรมันแล้วผมก็ขับรถเข้าไปที่ซาลสเบิร์ก แต่ระหว่างทางผมได้แวะขึ้นเขาที่สูงที่สุดในเยอรมันเป็นเขาที่เป็นพรมแดนระหว่างเยอรมันและออสเตรียนั่นก็คือยอดเขาซุกปิสเซ่
036-Germany15-4083
037-C18U1785 2

 

จากนั้นผมก็ขับรถเข้าไปซาลสเบิร์กซึ่งเป็นเมืองต้นตำรับของหนังเรื่อง The Sound of Music และยังเป็นบ้านเกิดของโมสาร์ทด้วย
038-Germany15-4227-Panorama
039-Germany15-4273
040-Germany15-4343

 

จากซาลสเบิร์กผมก็ไปต่อที่หมู่บ้านที่เป็นที่หมายปองจากนักท่องเที่ยวทั่วโลกนั่นคือฮัลล์สตัทนั่นเอง ซึ่งฮัลล์สตัทก็สวยงามสมคำร่ำลือจริงๆครับ
041-Germany15-4387
042-Germany15-4576
043-Germany15-4663
044-Germany15-4686

 

และเมืองสุดท้ายที่ผมเที่ยวในออสเตรียก็คือเวียนนา ที่ตั้งของพระราชวังเชินบรุนน์ ซึ่งสวยงามสมคำร่ำรือจริงๆ เวียนนาเองเป็นเมืองที่มีที่เที่ยวเยอะมาก แต่ด้วยช่วงที่ผมไปเป็นช่วงที่ยุโรปเจอคลื่นความร้อนเข้าไปและมันก็มาพีคตอนช่วงที่ผมอยู่ที่นี่ ทำให้หมดอารมณ์เที่ยวไปเยอะเลย เพราะมันร้อนแห้งแสบผิวสุดๆครับ
045-Germany15-4706
046-Germany15-4828
047-Germany15-4848
048-Germany15-4853

 

หลังจากเที่ยวออสเตรียเสร็จผมก็เข้าไปประเทศสุดท้ายของทริปนี้คือประเทศสาธารณรัฐเช็ก ซึ่งเป็นอีกประเทศที่น่าเที่ยวมากๆ ด้วยค่าครองชีพที่ถูกสุดๆ ของหลายอย่างราคาพอๆกับบ้านเราเลยครับ เมืองแรกที่ผมเข้าไปจากตอนใต้คือเชสกี้คลุมลอฟ เมืองนี้ถือว่าเป็นเมืองในเทพนิยายมากๆ ด้วยภูมิประเทศที่มีแม่น้ำล้อมรอบ สวยงามสุดๆ
049-Germany15-4947
050-Germany15-4965

 

แล้วก็ตามด้วยเมืองหลวงของประเทศอย่างปราก เมืองที่เก่าแก่และมีประวัติความเป็นมาอย่างยาวนาน ถึงแม้บ้านเมืองอาจจะดูไม่คลาสสิคสวยงามอย่างออสเตรีย แต่เมืองนี้กลับมีความดิบ ลึกลับ และดูมีเสน่ห์น่าค้นหาอย่างมาก ซึ่งส่วนตัวผมชอบที่นี่มากที่สุดในทุกเมืองที่ไปในทริปนี้ และเป็นเมืองเดียวที่ผมยอมตื่นเช้ามาถ่ายภาพพระอาทิตย์ขึ้น
051-Germany15-5143
052-Germany15-5463
053-Germany15-5473
054-Germany15-5578

 

สุดท้ายก่อนกลับเข้าเยอรมันผมแวะที่เมืองตากอากาศของสาธารณรัฐเช็กนั่นคือเมืองคาโลวี่วารี่ ซึ่งเป็นเมืองน่ารักๆอยู่ริมเขา และมีธารน้ำแร่ไหลผ่านกลางเมือง ซึ่งเราสามารถเอาถ้วยรองน้ำแร่กินได้จากน้ำพุทั่วเมืองเลยทีเดียว
055-Germany15-5644

 

ก่อนจะจบทริปนั้นผมได้มาที่เมืองมิวนิค แต่น่าเสียดายที่สถานที่เที่ยวหลายแห่งในเมืองอยู่ระหว่างการซ่อมแซมและหลายที่ที่ผมไปก็ดันตรงกับช่วงมีเทศกาลมีงานต่างๆพอดี เลยไม่ค่อยได้ถ่ายรูปมาเท่าไหร่ ทั้งๆที่เมืองนี้ถือว่าเป็นเมืองที่มีที่เที่ยวเยอะมากๆ วันสุดท้ายก่อนกลับผมได้มีโอกาสแวะไป BMW Museum ซึ่งมีโชว์รถที่ใช้ในการถ่ายทำ  Mission Impossible ภาคล่าสุดพอดีครับ
056-Germany15-5857
057-Germany15-5908
MUNICH, GERMANY - JULY 31: Interior of the Antiquarium in the Munich Residence on July 31, 2015 in Munich, Germany. The Residence is the former royal palace of the Bavarian monarchs
059-Germany15-5953
060-Germany15-5961

 

ตลอด 28 วันที่ผมเที่ยวใน “ยุโรปตะวันออก” นั้นผมใช้เงินทั้งทริป (ไม่รวมสิงคโปร์) ไปเพียง 90,000 บาทเท่านั้น ซึ่งจะเห็นว่าถ้าเอามาหารๆดูแล้ว ค่าเที่ยวโซนนี้จะอยู่ราวๆ 50,000 ต่อทริป 10-14 วันเท่านั้น เรียกว่าเป็นค่าใช้จ่ายที่ไม่ได้แพงจนเกินไปนัก สามารถมาเที่ยวได้อย่างสบายๆเลยครับ


 

ทริปนี้ถือเป็นทริปหนึ่งที่ผมประทับใจอย่างมาก ส่วนหนึ่งก็เพราะเป็นทริปแรกที่ได้มีโอกาสพาคุณนายไปเที่ยวที่ฝั่งยุโรปด้วยครับ แถมยังเป็นยุโรปโซนที่มีทั้งความคลาสสิคและโรแมนติคมากๆอีกด้วย เอาล่ะครับสำหรับวันนี้ผมคงต้องขอจบตอนที่ 1 ปฐมบท “ยุโรปตะวันออก” สายน้ำแห่งความคลาสสิค ไว้แต่เพียงเท่านี้ แล้วจะมาต่อตอนสองลงรายละเอียดของทริปเร็วๆนี้นะครับ สำหรับวันนี้ลาไปแต่เพียงเท่านี้สวัสดีครับ 🙂

ปล. เทพเจ้าที่เช็กนี่ศักดิ์สิทธิ์จีๆนะ ผมนี่แนะนำเลยครับ 061-Untitled-2

6

 likes / 0 Comments
Share this post:

Archives

> <
Jan Feb Mar Apr May Jun Jul Aug Sep Oct Nov Dec
Jan Feb Mar Apr May Jun Jul Aug Sep Oct Nov Dec
Jan Feb Mar Apr May Jun Jul Aug Sep Oct Nov Dec